Agile Sixty-Six Rotating Header Image

Agile Rhythm

Agile project management and more

Story Point อาวุธชั้นเลิศที่อาจเป็นดาบสองคม

เรื่องราวทั้งหมดที่เขียนไว้ในบล๊อกนี้เป็นเรื่องสมมุติ อย่าได้พยายามเอาไปคิดว่าตัวละครเหล่านี้มีจริงเลยนะ

ผมได้เจอะเจอกับ story point ครั้งแรก เมื่อราวสามสี่ปีที่แล้วตอนนั้นมีหัวหน้าฝรั่งคนใหม่ เอา agile มาเผยแพร่ ได้ยินครั้งแรกก็งงเป็นไก่ตาแตก กว่าจะปรับตัวจาก man-day เป็น story point ได้ก็ใช้เวลาอยู่พอควร ตอนแรกๆที่ทำทีมก็ไม่มีวินัยในการ estimate เท่าไหร่ หลายครั้งทำงานโดยไม่มี story point ข้ออ้างหลักๆคือไม่มีเวลา ที่เจอบ่อยสุดคือ ทำทำไปก็ต้อง embrace change เพราะ scope เปลี่ยนตลอด burn-down หรือ burn-up ก็ไม่เคยเห็นเป็นรูปเป็นร่างเสียที ทั้งที่ทำ agile มาเกือบสองปี ไม่รู้จะ estimate ไปทำไม ยังไงก็ต้องทำอยู่ดี

กาลเวลาผ่านไป agile buzz หายไปกับการจากไปของหัวหน้าคนแรกแต่ agile practice ยังเหลือซากอยู่ มีหัวหน้าคนใหม่กว่ามาแทน ท่านมองว่า story point เป็น trick ของ developer ที่ใช้หลอกล่อทำให้หัวหน้างง เถียงกันอยู่นานแกก็ยอมให้ใช้ทั้งงงๆ แต่มีข้อแม้ว่าต้องแปลงเป็น man-day ให้ดูตลอด เอ้า แปลงก็แปลง ตอนนี้ในทีมเริ่มมี project manager มาช่วยจับปูใส่กระด้ง ไอ้เวลาที่ไม่มีก็ทำให้มี สุดท้ายก็มี story point ก่อนเริ่ม release ถึงแม้จะเป็น story point ที่มาจาก lead เพราะไม่มีเวลาจะเอาทั้งทีมมา estimate ทั้ง release แต่ก็เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เห็น burn-down chart จริง เวลาแก้ scope ก็มีการแก้ chart ตอนนั้นประทับใจอยู่คนเดียว น้ำตามันจะไหล เราได้เห็น burn-down chart ตัวเป็นๆแล้ว แต่สิ่งที่แถมมาด้วยคือหัวหน้าใหม่กว่าคนนี้แกจะมีความคิดอยู่ตลอดว่า dev มันอู้ ที QA อยู่กันดึกดื่น ให้ทำอะไรก็ทำได้ dev วันวันเอาแต่คุยกัน จริงๆก็มีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่หลักแล้วอยากจะบอกว่าไม่ต่างกับที่เคย post ไปใน ใช้ Agile ระวังจะโดนไล่ออก! เท่าไหร่เลย หนักๆเข้าแกถึงขั้นจะให้ทำ Line-Of-Code Report หรือแม้กระทั่งใส่ไปใน Objective เลยว่าต้อง Stretch Velocity ขึ้นอีก ตอนนี้ทีมที่ใช้ story point หลักๆจะเป็น Dev ส่วน QA จะได้ feedback ประมาณว่า ไม่รู้จะ estimate ไปทำไม ยังไงก็ต้องทำอยู่ดี

(more…)

[บทแปล] ใช้ Agile ระวังจะโดนไล่ออก!

พอดีมีแรงบันดาลใจให้อยากแปล blog อันหนึ่งซึ่งเคยมีเพื่อนที่บริษัทส่งมาให้เมื่อนานมาแล้ว เนื้อหามันก็มีว่า


โพสท์นี้มาจากบทสนทนาจริงระหว่างผมกับเพื่อนคนหนึ่งที่ทำจากอยู่บริษัท System Integration ขนาดยักษ์แห่งหนึ่ง บริษัทเขาก็เหมือนกับหลายๆบริษัทตอนนี้ ที่ใช้คำฮิตคำใหม่ว่า Agile ไปโฆษณาจนเกร่อบนเวปของบริษัท แต่ความเป็นจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ความเข้าใจกับคำว่า Agile ของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้กับนิยามของ Agile ที่แท้จริงนั้นต่างกันลิบลับ

บริษัทเหล่านี้ทำโปรเจคเป็นร้อยๆโปรเจคพร้อมๆักัน บ้างก็เป็น Agile จริงแต่ก็มีหลายทีมที่ไม่ใช่

สิ่งที่ตามมาคือความจริงที่เจ็บปวดของทีมที่ทำ Agile ต้องเผชิญ เมื่ออยู่ในองค์กรณ์ซึ่งยังใหม่กับ Agile หรือทำ Agile ไปเพียงแค่เพราะเหตุผลทางการตลาดเท่านั้น

เรื่องมันก็มีอยู่ว่า …

คุณรู้สึกดีมากๆ คุณได้พบปะผู้คุยกับผู้คนหลายหลากในแวดวงซอฟต์แวร์ที่รู้จัก Agile แบบผิวเผิน และคุณรู้สึกดีที่ได้บอกเขาเหล่านั้นว่าคุณกำลังทำ Agile ในโปรเจคของคุณอย่างไร คุณบอกเขาถึงความมหัศจรรย์ของการที่ Agile สามารถทำให้คุณส่งมอบมูลค่าทางธุรกิจให้กับลูกค้าได้จริงๆ บอกเขาถึงความสุขที่คุณได้กลับมาจากการมีสมดุลย์ของงานและชีวิตครอบครัวเมื่อคุณปฏิบัตตามแนวทางของ Agile อย่างเคร่งครัด บอกเขาว่าคุณรู้สึกผูกพันธ์และทุ่มเทให้กับโปรเจค บอกเขาว่าคุณมีทีมที่ยอดเยี่ยมและป็นมืออาชีพ

ก็ดูจะโอนะ

จุดสุดยอดของเรื่องมาเกิดขึ้นตอนบ่ายวันศุกร์วันหนึ่ง เมื่อพวกที่บริษัทตราหน้าว่าไม่ทุ่มเทให้กับการทำงาน ได้รับซองขาวเชิญให้ออก และแน่นอนว่าทีมคุณก็เป็นหนึ่งในนั้น

(more…)

อ่านหนังสือ Agile เล่มไหนกันบ้าง?

ผมเชื่อว่าหลายๆคนที่เอา Agile มาลองคงได้อ่านหนังสือกันมาพอสมควร เพราะสำหรับบ้านเรา Agile ค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่ที่ความรู้ยังถูกซ่อนไว้ในตำรามากกว่าอยู่ในคน ผมเองก็ไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็นหนอนหนังสือ แต่ก็มีโอกาสได้อ่านหนังสือดีๆมาบ้างเลยคิดว่าคงจะดีถ้าได้แลกเปลี่ยนกัน จะเห็นว่าหนังสือหลายๆเล่มที่ผมจะพูดถึงนั้นเรียกได้ว่าออกมาหลายปีแล้วทั้งนั้น แต่ผมคิดว่าความรู้ที่เราจะได้นั้นไม่เก่าเลย

หนังสือเล่มแรกที่ผมชอบและอ่านจริงๆจังๆหลังจากเจ้า XP Pocket Guide เล่มเล็กที่พูดถึงมาบ้างแล้วก็คือ  Agile Estimating and Planning ของคุณ Mike Cohn เล่มนี้ได้มาเนื่องจากตอนแรกไม่รู้ว่าจะ estimate อย่างไร แต่รู้ว่ากำลังจะทำ Agile เลยลอง search ด้วยคำว่า agile กับ estimate ใน Amazon ก็เลยได้เล่มนี้มาโดยบังเอิญ เพิ่งออกพอดี ตอนนั้นฝากคุณ ฺBen Scherrey ซื้อกับมาจากอเมริกา แกเปิดอ่านดูก็บอกว่าเป็น “the most practical Agile books ever published” เลยในตอนนั้น เนื้อหาในเล่มค่อนข้างจับต้องได้ เหมาะสำหรับ lead/manager ที่จะนำ Agile มาใช้ในโปรเจค ที่ผมชอบมากคือ Part VII - A Case Study: Bomb Shelter Studios ซึ่งเป็นเหมือนเรื่องสั้นของทีมที่เพิ่งเริ่มเอา Agile มาใช้ ถ้ามีเวลาจะเอามาแปลเล่นๆให้ฟัง

อีกเล่มที่อยากแนะนำคือ Practices of an Agile Developer ของคุณ Venkat Subramaniam กับคุณ Andy Hunt

(more…)

ยังมีหวัง (2) : ยั่งยืนและไม่ฉาบฉวย

“เปลี่ยนอีกแล้ว เปลี่ยนทุกวัน วันนั้นจะเอาอย่างงี้ วันนี้จะเอาอย่างงั้น จะเอายังไงกันแน่(วะ)”

“class นี้ผมไม่ได้ทำ เลยไม่กล้าแตะ ผมเลยเขียนใหม่เลย ดีกว่าอีกนะ”

“ผมไม่กล้าแก้อ่ะ เดี๋ยวมันพังหมด เสี่ยงเปล่าๆ”

“ถ้าจะเอาต้องแก้เยอะนะ รื้อใหม่หมดเลย ปะผุไปก่อนละกัน เวิร์คเหมือนกัน”

“ก็รู้นะว่ามันผิด แต่ผมไม่อยากไปว่าไปแก้ code เขาหรอก เดี๋ยวมันงอน”

เคยเป็นทุกข์กับการเจออะไรอย่างนี้กันบ้างไหม? หรือเจอจนคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของ software development?

ทำงานคนเดียวสบายกว่าไม่ต้องยุ่งกับใคร เหมือนตอนทำ senior project ก็แบ่งกันไปทำคนละส่วน ของใครของมัน ไม่ต้องคิดมาก ถึงเวลาจะส่งอาจารย์ก็เอามารวมๆกัน เดี๋ยวมันก็เวิร์คเอง แต่ทว่าการทำงานในโปรเจคใหญ่ๆนั้นไม่เหมือนการทำงานอย่างโปรเจคเล็กๆเหมือนตอนเรียน โปรเจคเล็กเราอาจใช้ superman model ได้คือใครเป็นยอดมนุษย์ส่วนไหน ก็ทำตรงนั้นไป แต่พอบริษัทโตขึ้น โปรเจคใหญ่ขึ้น ทำไปซักพักก็มีคนออกไปเรียนต่อบ้าง ไปทำที่อื่นบ้าง ไปเลี้ยงลูกบ้าง superman ออกกันทีก็วุ่นวาย ความรู้กันอันตรธานหายออกไปด้วย กรรมก็ตกอยู่กับคนที่เหลืออยู่ที่ไม่มีที่ไป สถานการ์ณก็แย่ลงๆทุกวัน ออกกันไปจนหมด ผ่านไปไม่ก็ปีกลับไปที่ทำงานเดิมไม่เหลือคนที่เคยรู้จักเลย หรือว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของ แวดวงไอที? turn over rate มันสูงหน่ะ!

ความหวังยังมีอยู่ไหม? มันไม่มีทางไหนนอกจากการฉาบฉวยปะผุไปวันๆหรือ? ลองมาดูวิุำำถีแห่งการดับทุกข์ซึ่งเกิดจากความฉาบฉวยโดยใช้การพัฒนาอย่างยั่งยืนดูบ้าง
(more…)

ยังมีหวัง

เมื่อประมาณสี่ห้าปีที่แล้วผมได้มีโอกาสไปร่วมโปรเจคไอทีขนาดใหญ่มูลค่ารวมกว่าสองพันล้านบาท เป็นการทำระบบ core banking ให้กับธนาคารรัฐบาลแห่งหนึ่ง ตอนนั้นเป็น project manager คุมโปรเจคเล็กๆ 3 โปรเจค ได้เข้าไปเพราะ vendor เขามา sub บริษัทที่ผมทำอยู่อีกทีหนึ่ง เคยไปอ่าน proposal แล้วก็งงว่าบริษัทตรูเข้ามาได้ยังไง ไม่เห็นเคยทำอะไรพวกนี้มาก่อน แต่ก็เอาเหอะ ถ้าทายดี

โปรเจคหรูดูดี software ที่เอามา customize เป็นของสเปน ซึ่งมาทราบภายหลังว่าไม่เคยเอาไป customize นอกยุโรปเลยนอกจากที่แม็กซิโก ฝรั่งซึ่งเราเรียกเขาว่า “Expert” ที่มา on site ก็พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ต้องจ้างล่ามมา ช่วงแรกๆได้ยินว่าล่ามแปลคำว่า (database) table ว่าโต๊ะ โอ้แม่เจ้า คงพอจะเดาออกว่ามันจะ Lost In Translation ขนาดไหน เออแล้วลูกค้ามันจะใช้ระบบได้หรือวะเนี่ย เป็นผมคงไม่กล้าฝากเงินที่นี่ สงสารลูกค้าซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติของเราจริงๆ อ่านต่อ »

Plugin from the creators of Brindes :: More at Plulz Wordpress Plugins