เรื่องราวทั้งหมดที่เขียนไว้ในบล๊อกนี้เป็นเรื่องสมมุติ อย่าได้พยายามเอาไปคิดว่าตัวละครเหล่านี้มีจริงเลยนะ
ผมได้เจอะเจอกับ story point ครั้งแรก เมื่อราวสามสี่ปีที่แล้วตอนนั้นมีหัวหน้าฝรั่งคนใหม่ เอา agile มาเผยแพร่ ได้ยินครั้งแรกก็งงเป็นไก่ตาแตก กว่าจะปรับตัวจาก man-day เป็น story point ได้ก็ใช้เวลาอยู่พอควร ตอนแรกๆที่ทำทีมก็ไม่มีวินัยในการ estimate เท่าไหร่ หลายครั้งทำงานโดยไม่มี story point ข้ออ้างหลักๆคือไม่มีเวลา ที่เจอบ่อยสุดคือ ทำทำไปก็ต้อง embrace change เพราะ scope เปลี่ยนตลอด burn-down หรือ burn-up ก็ไม่เคยเห็นเป็นรูปเป็นร่างเสียที ทั้งที่ทำ agile มาเกือบสองปี ไม่รู้จะ estimate ไปทำไม ยังไงก็ต้องทำอยู่ดี
กาลเวลาผ่านไป agile buzz หายไปกับการจากไปของหัวหน้าคนแรกแต่ agile practice ยังเหลือซากอยู่ มีหัวหน้าคนใหม่กว่ามาแทน ท่านมองว่า story point เป็น trick ของ developer ที่ใช้หลอกล่อทำให้หัวหน้างง เถียงกันอยู่นานแกก็ยอมให้ใช้ทั้งงงๆ แต่มีข้อแม้ว่าต้องแปลงเป็น man-day ให้ดูตลอด เอ้า แปลงก็แปลง ตอนนี้ในทีมเริ่มมี project manager มาช่วยจับปูใส่กระด้ง ไอ้เวลาที่ไม่มีก็ทำให้มี สุดท้ายก็มี story point ก่อนเริ่ม release ถึงแม้จะเป็น story point ที่มาจาก lead เพราะไม่มีเวลาจะเอาทั้งทีมมา estimate ทั้ง release แต่ก็เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เห็น burn-down chart จริง เวลาแก้ scope ก็มีการแก้ chart ตอนนั้นประทับใจอยู่คนเดียว น้ำตามันจะไหล เราได้เห็น burn-down chart ตัวเป็นๆแล้ว แต่สิ่งที่แถมมาด้วยคือหัวหน้าใหม่กว่าคนนี้แกจะมีความคิดอยู่ตลอดว่า dev มันอู้ ที QA อยู่กันดึกดื่น ให้ทำอะไรก็ทำได้ dev วันวันเอาแต่คุยกัน จริงๆก็มีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่หลักแล้วอยากจะบอกว่าไม่ต่างกับที่เคย post ไปใน ใช้ Agile ระวังจะโดนไล่ออก! เท่าไหร่เลย หนักๆเข้าแกถึงขั้นจะให้ทำ Line-Of-Code Report หรือแม้กระทั่งใส่ไปใน Objective เลยว่าต้อง Stretch Velocity ขึ้นอีก ตอนนี้ทีมที่ใช้ story point หลักๆจะเป็น Dev ส่วน QA จะได้ feedback ประมาณว่า ไม่รู้จะ estimate ไปทำไม ยังไงก็ต้องทำอยู่ดี




